MAKRO.BK — Financial Report
📊 Key Stats
สยามแม็คโคร (TH, th_other)
Generated: 2026-06-25 22:45 • Source: yfinance + NotebookLM (n/a)
📆 งบการเงินรายปี (5 ปีล่าสุด)
งบกำไรขาดทุน (รายปี)
(ไม่มีข้อมูล)
งบดุล (รายปี)
(ไม่มีข้อมูล)
งบกระแสเงินสด (รายปี)
(ไม่มีข้อมูล)
หมายเหตุประกอบงบ (สรุปจาก 56-1/10-K ใน NotebookLM)
(skipped — no notebook or --no-notebook flag)
เหตุการณ์สำคัญรายไตรมาส (MD&A จาก NotebookLM)
(skipped)
🍌 เหตุการณ์จากลงทุนกล้วยๆ
บันทึกเชิงลึก มุมมอง/ความคิด/ประสบการณ์ของอาจารย์กล้วยๆ (ตัดบทคุยเล่นออก) — อ้างอิงตอน+วันที่
🏭 ธุรกิจ & ความได้เปรียบ
เจาะลึกมุมมองของอาจารย์และทีมงานต่อหุ้น MAKRO (สยามแม็คโคร) (ปัจจุบันคือ CPAXT) เฉพาะประเด็น ตัวธุรกิจและความได้เปรียบ มีรายละเอียดดังนี้ครับ:
โมเดลธุรกิจ และ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย
-
[EP130] ไฮเปอร์มาร์เก็ตค้าส่ง (Wholesale Hypermarket): อาจารย์จัดหมวดหมู่โมเดลธุรกิจของ Makro ว่าเป็น "ไฮเปอร์มาร์เก็ต ขาส่ง" ที่ชัดเจน (โดยนำไปเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า หุ้น DoHome ไซส์ L ก็คือ Makro ในเวอร์ชันวัสดุก่อสร้าง)
-
[EP117] ลูกค้าหลักคือ "คนค้าขาย" ไม่ใช่คนเดินช้อปปิ้งทั่วไป: มีการยกเกร็ดจากการสอบถามพี่ชายของทีมงาน (ซึ่งเปิดร้านอาหารอยู่ต่างประเทศ) ที่ได้มาลองเดินเปรียบเทียบระหว่าง Makro กับคู่แข่ง โดยให้มุมมองว่า แม้คู่แข่งจะจัดดิสเพลย์สวยงามเหมาะกับคนที่ซื้อไปคอนซูมเองในบ้าน แต่ท้ายที่สุด "คนค้าขายจริงๆ ก็จะไปเอาของที่แม็คโคร" ซึ่งถือเป็นคาแรคเตอร์ของฐานลูกค้า B2B ที่เหนียวแน่น
-
[EP147 (30 ก.ย. 2024)] การเพิ่มอัตรากำไรด้วย House Brand: เช่นเดียวกับ Modern Trade ค่ายอื่นๆ หัวใจสำคัญในการทำกำไรคือสินค้าแบรนด์ของตัวเอง โดย Makro มีแบรนด์ "Aero" เป็นของตัวเอง ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการทำกำไร (Margin) ได้ดีกว่าการขายสินค้าแบรนด์อื่นเพียงอย่างเดียว
การเติบโต (Growth) และ เครื่องยนต์ขับเคลื่อนธุรกิจ
- [EP99] ธุรกิจหลักโตแบบเรื่อยๆ แต่แข็งแกร่ง (Mature Growth): ในแง่ของคอร์ธุรกิจเดิม (Makro ล้วนๆ) เป็นธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว โดยปกติจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี แต่เป็นตัวเลขที่ไว้ใจได้ อาจารย์ชี้ให้เห็นตัวเลขกำไรสุทธิของตัวแม็คโครเองที่เติบโตไต่ระดับขึ้นเรื่อยๆ จาก
6,500 ล้านบาท ไป 6,700 ล้านบาท และคาดว่าจะทะลุ 7,500-7,800 ล้านบาทได้
ซึ่งถือว่าคอร์ธุรกิจของ Makro นั้นยอดเยี่ยมและไม่มีปัญหาอะไรเลย (ยอดขายบางไตรมาสโตได้ถึง 13%)
- [EP101, EP112, EP125] ความพยายามหา S-Curve ในต่างประเทศ: เครื่องยนต์ขับเคลื่อนการเติบโตใหม่ของ Makro คือการขยายสาขาไปในต่างประเทศ เช่น "จีน และ อินเดีย" เพื่อหนีข้อจำกัดของตลาดในไทย แต่อาจารย์ก็มองว่านี่เป็นดาบสองคม เพราะการที่สาขาอยู่ไกล ทำให้นักลงทุนตรวจสอบ (Scuttlebutt) ได้ยากมาก และสาขาในต่างประเทศ (เช่น จีน) ก็ยังพบปัญหาถึงขั้นต้องปิดสาขาไปบ้าง
จุดแข็ง-คูเมือง (Moat) และ ความท้าทายเทียบกับคู่แข่ง
-
[EP117] การเข้ามาของคู่แข่งที่ทัดเทียม (GO Wholesale): จากเดิมที่ Makro ผูกขาดความเป็นเบอร์ 1 ในตลาดค้าส่ง ตอนนี้ต้องเผชิญกับคู่แข่งทุนหนาอย่าง GO Wholesale (ของกลุ่ม CRC) ซึ่งทีมงานไปเซอร์เวย์มาพบว่า GO Wholesale ทำได้สูสีกันมาก มีจุดเด่นเรื่องความหลากหลายของสินค้า (เช่น ชีสนำเข้า) และการจัดโชว์ของสด (เช่น เครื่องใน, ขาไก่) ที่เปิดให้ตักได้และน่าซื้อ อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็น B2B ลูกค้ากลุ่มร้านอาหารก็ยังคงคุ้นชินกับ Makro มากกว่า
-
[EP117] ความอ่อนไหวต่อ "ราคาเนื้อสัตว์": จุดอ่อนอย่างหนึ่งของยอดขาย Makro คือผูกติดกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญ เช่น ในปีที่ "ราคาหมูตกต่ำลง 30%" แม้บริษัทจะขายปริมาณได้เท่าเดิม แต่รายได้และยอดขายรวม (Same Store Sales) ของ Makro ก็จะถูกกดดันให้ดรอปลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
-
[EP99, EP120] จุดอ่อนที่สุดไม่ได้อยู่ที่ Makro แต่อยู่ที่ "Lotus": สิ่งที่ทำให้อาจารย์ไม่ได้ชื่นชอบการลงทุนใน Makro (CPAXT) ในภาพรวม ไม่ใช่เพราะธุรกิจ Makro แย่ แต่อาจารย์ย้ำว่า "ปัญหาที่แท้จริงอยู่ที่ Lotus" (เตี้ยอุ้มค่อม) เพราะ Makro ต้องไปแบกรับภาระและดอกเบี้ยจ่ายจากการซื้อกิจการ Lotus ซึ่งตัว Lotus เองฟื้นตัวช้ามาก กำไรจากการดำเนินงานติดลบหรือเติบโต 0% ทำให้กำไรที่แข็งแกร่งของฝั่ง Makro ถูกนำไปชดเชยฝั่ง Lotus จนหมด ส่งผลให้ภาพรวมของบริษัทขาดความน่าสนใจในสายตาอาจารย์เมื่อเทียบกับบริษัทแม่อย่าง CPALL (ที่มี เซเว่นฯ เป็นตัวชูโรง)
💰 มูลค่า & ราคา
เจาะลึกมุมมองของอาจารย์และทีมงานรายการลงทุนกล้วยๆ ต่อหุ้น MAKRO (สยามแม็คโคร / ปัจจุบันคือ CPAXT) เฉพาะประเด็น มูลค่าและราคา (Valuation & Price) มีรายละเอียดเชิงลึกดังนี้ครับ:
การประเมิน Valuation และการเติบโต (PE & Growth)
-
[EP138 (17 มิ.ย. 2024)] อิง PE เพดานตามบริษัทแม่ (CPALL): อาจารย์มีหลักการประเมินมูลค่า CPAXT โดยนำไปผูกโยงกับบริษัทแม่อย่าง CPALL คือ หากตลาดให้มูลค่า CPALL ที่ระดับ PE 20 เท่า ตัวของ CP Extra เองก็ "ไม่ควรเกิน 20 เท่า" เช่นเดียวกัน
-
[EP99] ธุรกิจโตช้าแต่มั่นคง (Mature): โดยธรรมชาติของคอร์ธุรกิจค้าส่ง Makro เป็นธุรกิจที่อิ่มตัวแล้ว การเติบโตจะอยู่เหนือ GDP เล็กน้อยคือเฉลี่ยประมาณ 3-5% ต่อปี ซึ่งถือว่าเป็นการเติบโตแบบเนิบๆ แต่แข็งแกร่ง
-
[EP138 (17 มิ.ย. 2024)] คาดการณ์กำไรทะลุหมื่นล้าน: อาจารย์ประเมินจากงบครึ่งปีแรกที่ทำได้ 4,600 กว่าล้านบาท (เติบโต 26%) และธรรมชาติของครึ่งปีหลัง (โดยเฉพาะไตรมาส 4) จะเป็นช่วงพีก (Festive season) จึงคาดการณ์ว่าปีนั้นบริษัทน่าจะทำกำไรสุทธิทะลุ 10,000 ล้านบาท ได้สบายๆ
-
[EP135] เกร็ดการประเมิน Financial Cost: ในการทำตาราง Valuation ของ Makro ค่าใช้จ่ายทางการเงิน (Financial Costs) จะไม่เหมือนบริษัทอื่นที่กู้เงินแบงก์ เพราะบริษัทไม่มีหนี้เงินกู้ แต่ค่าใช้จ่ายส่วนนี้มาจาก "ดอกเบี้ยจากค่าเช่าที่ดิน" ซึ่งตัวเลขนี้จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สอดคล้องตามปริมาณการขยายสาขานั่นเอง
โซนราคาถูก-แพง และจุดเข้าซื้อ-ขาย
-
[EP138 (17 มิ.ย. 2024)] โซนราคาตึงตัว (Stretched): ในช่วงหนึ่งของการประเมิน อาจารย์มองว่า Valuation ของ CP Extra นั้น "ตึงไปหน่อย" (เริ่มแพง) เนื่องจากราคาหุ้นบนกระดานยังไม่ยอมปรับตัวสะท้อนกำไรของปีนั้น เมื่อนำไปเทียบกับ CPALL ที่ราคาถูกตลาดลดทอน (Discount) ลงมาจนสะท้อนกำไรและมีความถูกที่ชัดเจนกว่า
-
[EP99] จุดเข้าซื้อช่วงเพิ่มทุน: อาจารย์เคยให้มุมมองว่าจุดที่ "พอซื้อได้" คือช่วงที่บริษัทมีการเพิ่มทุน (PO) ในระดับราคาประมาณ 42 บาท (อ้างอิงจากการถอดเสียงที่ระบุว่า "4-2 บาทมันก็พอซื้อได้")
-
[EP99] การหาส่วนลด (MOS) ต้องอิงจากการฟื้นตัวของ "โลตัส": อาจารย์เคยทำโมเดลจำลองล่วงหน้า 1 ปี โดยให้สมมติฐานว่า หากสิ้นปีหน้า "โลตัส" สามารถกลับมาทำกำไรสุทธิได้ 12,000 ล้านบาท (เท่าช่วงก่อนโควิด) เมื่อคำนวณกลับมา ราคาหุ้น Makro ในกระดานตอนนั้นจะมีส่วนลดความปลอดภัย (Margin of Safety) อยู่ที่ประมาณ 20 กว่าเปอร์เซ็นต์
กลยุทธ์การถือ/เทรด (Holding Strategy)
-
[EP99] เหมาะกับคนคาดหวังผลตอบแทนปานกลาง (10-12%): ด้วยส่วนลดที่ไม่ได้กว้างมากและการเติบโตที่ไม่ได้หวือหวาแบบหุ้น Growth อาจารย์มองว่าหุ้นตัวนี้เหมาะกับนักลงทุนที่ตั้งเป้าผลตอบแทนแบบเซฟๆ ที่ 10-12% ต่อปี
-
[EP99] ไม่เหมาะกับคนหวังรวยเร็ว (15%+ จะเหนื่อย): หากนักลงทุนตั้งเป้าผลตอบแทนสูงกว่า 15% ต่อปีขึ้นไป อาจารย์เตือนอย่างตรงไปตรงมาว่าการลงทุนใน Makro จะ "เหนื่อย" เพราะส่วนลดราคา (Upside) ไม่ได้เปิดกว้างขนาดที่จะสร้างผลตอบแทนระดับนั้นได้ง่ายๆ
-
[EP99] จุดปลดล็อกราคา (Catalyst) อยู่ที่งบโลตัส: กลยุทธ์สำคัญในการมอนิเตอร์หุ้นตัวนี้ไม่ใช่การดูยอดขายของ Makro อย่างเดียว แต่ต้องตามดูคำอธิบายประกอบงบ (MD&A) รายไตรมาสว่า เมื่อไหร่ที่เห็น "โลตัส" เริ่มรายงานกำไรสุทธิกลับมาแตะระดับ 2,000 ล้านบาทต่อไตรมาส (หรือคาดหวังทั้งปีที่ 8,000 - 12,000 ล้านบาท) เมื่อนั้นตลาดจึงจะเชื่อมั่น และราคาหุ้นของ Makro จึงจะถูกปลดล็อกให้วิ่งขึ้นสะท้อนมูลค่าที่แท้จริงได้ครับ
⚠️ ความเสี่ยง & บทเรียน
ความเสี่ยงและธงแดงที่อาจารย์เตือน (Risks & Red Flags)
-
[EP101, EP125, EP130, EP203 (~เม.ย. 2026)] ธงแดงจากการขยายสาขาในต่างประเทศ (จีนและอินเดีย): อาจารย์เตือนถึงความเสี่ยงใหญ่ของ MAKRO (CPAXT) คือการพยายามหา S-Curve ใหม่ในต่างประเทศ ซึ่งกลายเป็นปัจจัยกดดันรุนแรง บริษัทได้เข้าไปเปิดสาขาในจีน 2 สาขา แต่สุดท้ายต้อง "ปิดกิจการและรับรู้ผลขาดทุน (เจ๊ง)" พร้อมกับการตั้งด้อยค่าสินทรัพย์ สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือสาขาใน "อินเดีย" ที่มีถึง 6 สาขาและยังคงขาดทุนอยู่ หากในอนาคตไปไม่รอดและต้องปิดตัวลง การตั้งด้อยค่าของทั้ง 6 สาขาจะกลายเป็นผลกระทบที่หนักหน่วง (จุกกว่าเดิม) ต่อกำไรของบริษัทอย่างมาก
-
[EP99, EP200 (~มี.ค. 2026)] ปัญหา "เตี้ยอุ้มค่อม" จากธุรกิจลูก (Lotus): คอร์ธุรกิจเดิมของ MAKRO นั้นทำผลงานได้ดีเยี่ยมและกำไรเติบโตอย่างมั่นคง (ไต่ระดับจาก 6,500 เป็น 7,500 ล้านบาท) แต่ธงแดงที่ฉุดรั้งบริษัทคือ "โลตัส (Lotus)" ที่ผลประกอบการยังฟื้นตัวช้าและกลายเป็น "ตัวถ่วง" อย่างชัดเจน อาจารย์ยกตัวเลขงบไตรมาส 4 (ซึ่งปกติควรเป็นช่วง High Season) แต่กำไรจากการดำเนินงาน (EBIT) ของโลตัสกลับหดตัวลงถึง 55% ทำให้กำไรที่แข็งแกร่งของ MAKRO ถูกนำไปชดเชยฝั่งโลตัสจนหมด
-
[EP125] ความไม่แน่นอนที่ตรวจสอบไม่ได้ (Unscuttlebuttable): ธุรกิจในต่างประเทศอยู่ไกลเกินกว่าที่นักลงทุนรายย่อยจะไปลงพื้นที่ตรวจสอบ (Scuttlebutt) ได้ เมื่อสอบถาม IR ก็มักจะได้คำตอบที่กว้างๆ ทำให้อาจารย์รู้สึกว่าธุรกิจมีความไม่แน่นอนสูงและมีความไม่รู้ (Unknowns) อยู่เยอะมาก
ประเด็นผู้บริหารและธรรมาภิบาล (Management & Corporate Governance)
-
[EP155 (16 ธ.ค. 2024), EP203 (~เม.ย. 2026)] การใช้บริษัทจดทะเบียนแบกรับภาระหนี้เพื่อขยายอาณาจักร: อาจารย์แสดงความไม่เห็นด้วยและ "ไม่ชอบอย่างมาก" ต่อกลยุทธ์ของกลุ่มเจ้าสัว ที่มักจะใช้บริษัทในตลาดหุ้น (CPALL และ CPAXT) เป็นเหมือน "เครื่องจักรผลิตเงินสด" ไปแบกรับหนี้มหาศาลเพื่อซื้อกิจการอื่นๆ เช่น ในอดีต CPALL ซื้อ MAKRO มาด้วยมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาท (ทั้งที่มูลค่ากิจการจริงตอนนั้นไม่ถึงแสนล้านบาท) ทำให้ CPALL ต้องแบกภาระดอกเบี้ยจนกำไรไม่เติบโตไปหลายปี พอเริ่มฟื้นตัวก็ให้ MAKRO ไปกู้เงินซื้อ Lotus เข้ามาอีก
-
[EP155 (16 ธ.ค. 2024)] การเข้าซื้อกิจการที่ขาดทุน (M&A Risk): ล่าสุดมีข่าวเรื่องการเข้าไปซื้อหรืออุ้มกิจการอื่นที่มีภาระหุ้นกู้ติดมาหลายหมื่นล้านบาท ซึ่งอาจารย์มองว่าเป็นมูฟที่หนักหนาสาหัสที่สุด เพราะกิจการที่ได้มาใหม่นั้น "ขาดทุน" เท่ากับว่าบริษัทแม่ต้องโดนกดดัน 2 เด้ง คือต้องจ่ายดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และต้องรับรู้ผลขาดทุนจากบริษัทลูกเข้ามาอีก สะท้อนความกังวลว่าผู้บริหารกำลังนำบริษัทนอกตลาดที่มีปัญหาเข้ามาซุกไว้ในบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพ ย์หรือไม่
บทเรียน ประสบการณ์ และเคสเทียบที่ยกมาประกอบ (Lessons & Comparisons)
-
[EP125] บทเรียนจากจีน "เจ้าถิ่นระดับตำนานยังพลาดได้": อาจารย์ประหลาดใจมากที่ MAKRO พลาดท่าในจีน เพราะเมื่อพิจารณาว่าเครือ CP เป็นกลุ่มทุนที่เข้าไปทำธุรกิจในจีนมานานหลายสิบปี มีความเชี่ยวชาญและคอนเนกชันระดับสูง แต่ธุรกิจค้าปลีกอย่างโลตัสและแม็คโครในจีนก็ยังไม่รอดและต้องปิดตัวลง บทเรียนนี้สอนให้เห็นว่า การไปบุกตลาดต่างประเทศนั้นไม่ง่ายเลย แม้แต่บริษัทยักษ์ใหญ่ก็อาจล้มเหลวได้
-
[EP200 (~มี.ค. 2026)] เคสเปรียบเทียบ "แม่สุดแกร่ง vs ลูกสุดป่วย": อาจารย์เปรียบเทียบผลประกอบการให้เห็นภาพชัดเจนว่า บริษัทแม่อย่าง CPALL (ที่มี 7-Eleven เป็นตัวขับเคลื่อน) ทำผลงานได้ทะลุเป้าจนกำไรฟื้นกลับไปเท่าช่วงก่อนโควิดแล้ว แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งไร้ที่ติ ในขณะที่ CPAXT มีผลประกอบการที่ถูกดึงรั้งไว้ด้วยภาระดอกเบี้ยและตัวโลตัส ทำให้นักลงทุนเห็นชัดว่าหากต้องเลือกหุ้นปันผลในเครือเดียวกัน การเลือกบริษัทแม่ (CPALL) ที่มี 7-Eleven แบกหลังไว้ ถือเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยและมีผลตอบแทนคุ้มค่ากว่ามาก
ข้อคิดการลงทุนที่ได้จากหุ้นตัวนี้ (Investment Takeaways)
-
[EP99, EP103] ต้องรอคอยจนกว่า "ตัวถ่วง" จะพลิกฟื้น (Wait for the Catalyst): ข้อคิดสำคัญคือ อย่าเพิ่งรีบเข้าซื้อหุ้นที่ปัจจัยกดดันหลักยังไม่ถูกแก้ไข สำหรับ MAKRO จุดปลดล็อกราคาหุ้นไม่ได้อยู่ที่ตัวแม็คโครเอง แต่อยู่ที่การรอให้งบของโลตัสฟื้นตัวกลับมามีกำไรสุทธิระดับ 8,000 - 12,000 ล้านบาทต่อปี (หรือไตรมาสละ 2,000 ล้านบาท) ให้ได้เสียก่อน ตราบใดที่ยังไม่เห็นตัวเลขนี้ ราคาหุ้นก็จะยังคงตึงตัวและเหนื่อยสำหรับนักลงทุนที่คาดหวังผลตอบแทนสูง
-
[EP155 (16 ธ.ค. 2024)] ความเสี่ยงจากการเติบโตที่ไม่ได้เกิดจากคอร์ธุรกิจ (Inorganic Growth Risks): แม้ธุรกิจหลักจะแข็งแกร่งและเป็นสินค้าจำเป็น แต่ถ้านโยบายของผู้ถือหุ้นใหญ่เน้นการสร้างการเติบโตด้วยการกู้เงินมหาศาลเพื่อทำ M&A (ซื้อกิจการ) อย่างต่อเนื่อง นักลงทุนต้องระมัดระวังให้มาก เพราะส่วนต่างระหว่างกำไรที่ได้จากกิจการใหม่ กับดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต้องจ่ายออกไป อาจไม่คุ้มค่าและกลายเป็นตัวกัดกินผลกำไรของผู้ถือหุ้นรายย่อยไปอีกหลายปี
📈 พัฒนาการมุมมอง (ตามตอน)
เจาะลึกพัฒนาการมุมมองของอาจารย์ต่อหุ้น MAKRO (สยามแม็คโคร / ปัจจุบันคือ CPAXT) ตามลำดับเวลา ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความกังวลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากปัจจัยภายในและภายนอก มีรายละเอียดดังนี้ครับ:
EP101: การมองเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนของเครือ CP
- เหตุการณ์/มุมมอง: ในช่วงแรก อาจารย์มองภาพรวมของบริษัทแม่ (CPALL) และประเมินว่า MAKRO เป็นหนึ่งในเครื่องยนต์สำคัญในการสร้างการเติบโต (Growth Engine) โดยมีการขยายสาขาไปบุกตลาดต่างประเทศอย่าง "จีนและอินเดีย" เพื่อหาโอกาสใหม่ๆ
EP112: เริ่มกังวลคู่แข่ง และเลือกบริษัทแม่ (CPALL) แทน
-
เหตุการณ์: ราคาหุ้นปรับตัวลงมาแถว 36 บาท ประกอบกับการเข้ามาของกลุ่มทุน CRC ที่เปิดตัว "GO Wholesale"
-
การปรับมุมมอง: อาจารย์มองว่าการที่ราคาลงมาส่วนหนึ่งเป็นเพราะ MAKRO ไม่ได้ผูกขาดตลาดค้าส่งอีกต่อไป การมี GO Wholesale เข้ามาถือเป็นคู่แข่งที่ทัดเทียม อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่อาจารย์กังวลมากกว่าคู่แข่งคือ "ปัญหาที่โลตัส (Lotus)" และสาขาในต่างประเทศ (อินเดีย) ที่ยังเป็นปัญหา
-
สถานะ: อาจารย์ระบุชัดเจนว่า หากต้องเลือก จะชอบบริษัทแม่อย่าง CPALL (ที่มี 7-11) มากกว่า เพราะชัดเจนและแข็งแกร่งกว่า ในขณะที่ MAKRO ดูมีความไม่แน่นอนสูงกว่า
EP120: เจาะลึกความน่ากังวลของ "โลตัส" ที่เป็นตัวถ่วง
-
เหตุการณ์/มุมมอง: อาจารย์ตอกย้ำว่า ธุรกิจคอร์หลักของ MAKRO นั้นยอดเยี่ยมมาก แต่ปัญหาเดียวที่กดดันหุ้นอยู่คือ "โลตัส" ที่ไม่รู้ว่าจะฟื้นตัวได้เมื่อไหร่
-
เกร็ดธุรกิจ: อาจารย์วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่โลตัสฟื้นช้า ว่าเกิดจากการเปลี่ยนโมเดลธุรกิจ (เช่น Lotus Express) ที่หันมาเน้นขายของสด แต่ใช้ "ตู้ชิลล์แบบเปิด" (Open Chiller) แทนตู้แช่ปิด ทำให้เกิดปัญหาเนื้อสัตว์/ของสดเน่าเสียไวมาก และกลายเป็นต้นทุนความสูญเสีย (Waste) จำนวนมหาศาล
EP142 (12 ส.ค. 2024): ประเมินผลประกอบการ และตั้งเพดาน Valuation
- เหตุการณ์: การประกาศงบการเงินรวมในนาม CP Extra (CPAXT)
-
การปรับมุมมองตัวเลข: คอร์ธุรกิจ MAKRO ยังแข็งแกร่ง โตเนิบๆ 5% และทำอัตรากำไรขั้นต้น (GP) ดีขึ้น แต่กำไรสุทธิถูกกดดันจากรายจ่ายอื่น ส่วนโลตัสแม้จะดีขึ้น (GP โต 18%) แต่ยังทำได้ไม่ถึงศักยภาพที่ควรจะเป็น (Net Margin ปัจจุบันอยู่แค่ราว 2% จากที่ควรทำได้ 4-5%)
-
การประเมินมูลค่า: อาจารย์ตั้งกฎเกณฑ์ในการประเมินมูลค่าไว้ว่า CPAXT "ไม่ควรมี PE สูงกว่า CPALL" หากตลาดให้ CPALL ที่ 20 เท่า CPAXT ก็ต้องไม่เกิน 20 เท่าเช่นกัน
EP155 (16 ธ.ค. 2024): ธงแดงเรื่อง M&A และประวัติศาสตร์ "เตี้ยอุ้มค่อม"
-
เหตุการณ์: มีข่าวลือหรือความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการดึงบริษัทนอกตลาดเข้ามาควบรวมหรือให้บริษัทจดทะเบียนเข้าไปแบกรั บภาระหนี้
-
การปรับมุมมองสู่แง่ลบสุดขีด: อาจารย์แสดงความ "ไม่ชอบอย่างมาก" ต่อมูฟเมนต์การบริหารของกลุ่มนี้ โดยยกประวัติศาสตร์เปรียบเทียบว่า ในอดีต CPALL เคยกู้เงินกว่า 2 แสนล้านเพื่อมาซื้อ MAKRO ทำให้ CPALL ต้องทนแบกรับดอกเบี้ยที่สูงกว่ากำไรอยู่ถึง 5-6 ปี พอ CPALL กำลังจะโผล่พ้นน้ำ ก็ให้ MAKRO ไปกู้เงินซื้อ Lotus เข้ามาอีก ทำให้ตอนนี้ MAKRO ต้องมาตกอยู่ในสภาวะ "เตี้ยอุ้มค่อม" แบกทั้งโลตัสและภาระดอกเบี้ย หากยังมีดีลซื้อบริษัทที่ขาดทุนเข้ามาซุกไว้อีก จะเป็นการทำลายความเชื่อมั่นนักลงทุนอย่างรุนแรง
EP187 (3 พ.ย. 2025): ปัดตกความน่าสนใจ (ไม่อยู่ใน Top Pick)
- การปรับมุมมอง: อาจารย์ให้สถานะ CPAXT ชัดเจนว่า "ไม่ชอบ" และไม่ให้เป็น Top Pick โดยประเมินว่า Forward PE ปีหน้าอยู่ที่ 15 เท่า ซึ่งมี Downside Risk กว้างถึง 22%
EP196 (~ม.ค. 2026): งบยืนยันภาพตัวถ่วง และกำหนดจุดรอซื้อที่ถูกจัดๆ
- เหตุการณ์: อัปเดตงบไตรมาส 1/2024
-
การประเมินตัวเลข: งบรวมดูเหมือนรายได้โต 4.7% แต่เมื่อผ่าไส้ในพบว่า MAKRO โต 6% แต่ Lotus โตแค่ 3% และที่แย่กว่าคือกำไรจากการดำเนินงาน MAKRO โต 6% แต่ Lotus "ติดลบ 2%" ยืนยันสมมติฐานเดิมว่าโลตัสยังเป็นตัวฉุดรั้งกำไรอย่างหนัก
-
ความกังวลเพิ่มเติม: อาจารย์แสดงความกังวลถึงสาขาต่างประเทศ โดยตั้งข้อสงสัยว่าสาขาที่อินเดียจะทนขาดทุนไปจนถึงขั้นต้องปิดตัวเหมือนที่จีนเมื่อไหร่
-
จุดเข้าซื้อ (Entry Price): อาจารย์ประเมินว่าที่ระดับ Forward PE ประมาณ 14 เท่า ยังไม่ใช่ราคาที่น่าดึงดูด จะหันกลับมาสนใจ (Action) ก็ต่อเมื่อราคาลดลงไปอยู่ขอบล่างที่ประมาณ 12 - 13 บาทถ้วน จึงจะถือว่ามีความปลอดภัยและคุ้มค่าแก่การลงทุน